Follow by Email

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตัวอย่างการกล่าวสุนทรพจน์

          เรียนท่านคุณครูที่เคารพและท่านผู้มีเกียรติทุกท่านกระผมเด็กชายณัฐวุฒิ จันทะลุน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/13 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล  ในวันนี้กระผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มากล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ แม่ ท่านผู้มีเกียรติครับ แม่ คำคำนี้เป็นคำที่สั้นที่สุดแต่คำว่า แม่ เป็นคำที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ที่สุด แม่นั้นเป็นผู้ที่มีความหมายกับเราทุกคน แม่คือผู้ให้กำเนิด ท่านผู้มีเกียรติครับนับแต่วันที่แม่รู้ว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ในท้อง แม่ก็พยายามที่จะทำทุกวิถีทางที่จะให้ลูกน้อยสบาย ตลอดระยะเวลา 9 เดือน แม่ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ถึงแม้จะไม่ชอบก็ตาม
แม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ แม่ต้องเหนื่อยกับการอุ้มเราไปไหมมาไหน
แต่แม่ก็อดทนเพื่อหวังว่าลูกน้อยจะออกมามีร่างกายแข็งแรง แล้ววันนั้นก็มาถึงวันที่แม่รู้ว่าเราจะคลอดแล้ว วันนี้แม่ดีใจมากที่จะได้เห็นหน้าลูกน้อย แต่ในความดีใจนี้แม่ต้องเจ็บปวดกับการคลอดเราออกมา เมื่อเราลืมตาดูโลกแล้วแม่ก็ฟูมฟักคอยดูแลเราทุกอย่าง แม่ต้องกลั่นเลือดนับร้อยหยดเพื่อที่จะได้น้ำนมมาให้ลูกดื่ม เมื่อเราโตขึ้นแม่ก็ส่งเราเข้าเรียนหนังสือถึงแม้จะต้องทำงานหนักหาเงินมาเป็นค่าเล่าเรียน  เพื่อหวังว่าลูกโตขึ้นจะได้มีงานทำ ท่านผู้มีเกียรติครับจะเห็นได้แล้ว แม่ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ผู้หญิงที่เสียสละเพื่อลูกทุกคน ท่านผู้มีเกียรติครับ กระผมในฐานะลูกคนหนึ่งขอให้พวกเราทุกคนจงเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ทำให้ท่านเสียใจ สุดท้ายนี้กระผมขอเทอดเกียรติพระคุณของแม่ผ่านบทประพันธ์ กว่าจะมาเป็นเรา
             ชีวิตเริ่มวัยวันในครรภ์แม่               สายเลือดแผ่สายใยให้อาหาร
ร่างน้อยเริ่มเคลื่อนไหวไม่นิ่งนาน               เริ่มมีการพัฒนาน่าชื่นชม
ขาแขนแกร่งแรงเพิ่มเริ่มเตะท้อง                 แม่ย่อมร้องเจ็บแท้แต่สุขสม
แล้วสัญญาณเก้าเดือนเหมือนระบม             เจ็บเพียงข่มใจคลอดลูกปลอดภัย
ลมหายใจบอกสัญญาณการอยู่รอด              ร่างเล็กกอดคุดคู้ร่างผู้ใหญ่
ช่างเปราะบางเช่นนั้นแม่หวั่นใจ                   แอบ..อกให้แนบชิดลูกนิทรา
หยาดน้ำนมมากประโยชน์โอษฐ์เล็กดื่ม        ตาน้อยลืมสดใสไร้เดียงสา
แทนคำบอกรักแม่ใช้แต่ตา                            สื่อภาษาเสมือนรู้ใจสู่ใจ

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บายศรีสู่ขวัญ วัฒนธรรมแห่งวิถีชีวิต

บทคัดย่อ

    ความเรียงขั้นสูงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาระสำคัญเกี่ยวกับบายศรีสู่ขวัญ โดยผู้ศึกษาได้ค้นคว้าจากหนังสือเรียน  และสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต   สรุปสาระสำคัญของการศึกษาค้นคว้า ดังนี้
         พิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีสู่ขวัญ บางทีเรียกว่า พิธีบายศรี หรือ บายศรีสู่ขวัญเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสาน ประเพณีสู่ขวัญทำกันแทบทุกโอกาส ทั้งในมูลเหตุแห่งความดีและไม่ดี ชาวอีสานถือว่าเป็นประเพณีเรียกขวัญ ให้มาอยู่กับตัว พิธี
สู่ขวัญนี้เป็นได้ทั้งการแสดงความชื่นชมยินดี และเป็นการปลอบใจให้เจ้าของขวัญจากคณะ ญาติมิตรและบุคคลทั่วไป  ส่วนคำว่า"ขวัญ"นั้นเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่มีตัวตนคล้ายกับจิตหรือวิญญาณแฝง อยู่ในตัวคนและสัตว์ ในบางแห่งเรามักแปลว่า กำลังใจ ขวัญอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ขน หรือผม ที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย
        พิธีสู่ขวัญเป็นพิธีเก่าแก่ของชาวไทยเราแทบทุกภาค การทำพิธีก็ผิดเพี้ยนกันไปบ้างแต่ก็ยังยึดหลักใหญ่อยู่เหมือนกัน การทำพิธีสู่ขวัญเราอาจทำได้ถึง ๒ วิธีพร้อม ๆ กัน คือวิธีทางพุทธศาสนาและวิธีทางพราหมณ์ศาสนา พิธีบายศรีสู่ขวัญนั้นจะต้องประกอบไปด้วย พาขวัญหรือพานบายศรี  การสวดหรือการสูตรขวัญและ การผูกแขนหรือข้อมือ  พิธีบายศรีสู่ขวัญ  มีหลายโอกาส เช่น  คารวะพระพุทธรูป  บายศรีพระสงฆ์  งานมงคล   พิธี
สู่ขวัญแม่ออกกรรม (คลอดบุตรออกไฟ) สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญเฮือน สู่ขวัญคนธรรมดา สู่ขวัญแต่งงาน สู่ขวัญหลวง  สู่ขวัญเกวียน สู่ขวัญขึ้นเล้า (ยุ้ง)  สู่ขวัญน้อยก่อนแต่งงาน
สู่ขวัญคนป่วย สู่ขวัญขึ้นบ้านใหม่ สู่ขวัญวัวขวัญควาย  เป็นต้น









กิตติกรรมประกาศ
ความเรียงขั้นสูงฉบับนี้สำเร็จลง ได้เพราะได้รับความอนุเคราะห์จากคุณครูที่ปรึกษา ขอขอบคุณคุณครูศรีวัฒนา  สมพงษ์  ที่ให้คำปรึกษาในการค้นคว้าครั้งนี้จนสำเร็จด้วยดี ขอขอบคุณหอสมุดที่ให้ความกรุณาค้นหาและให้ยืมหนังสือในครั้งนี้ ขอขอบคุณห้องบริการอินเตอร์   ที่ให้บริการค้นคว้าสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
และขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ความช่วยเหลือตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษาครั้งนี้
การจัดทำรายงานการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง หากมีความผิดพลาดประการใดผู้เขียนกราบก็ขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยและหวังว่าจะได้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น












บทที่1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
       ในปัจจุบันเทคโนโลยีและการสื่อสารทำให้สังคมโลกมีการเลื่อนไหลระหว่างวัฒนธรรมมากขึ้น การเสาะแสวงหาความรู้และการเรียนรู้จึงมีความก้าวหน้าอย่างมาก  ไม่ได้จำกัดเฉพาะภายในโรงเรียนและห้องเรียนเท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการศึกษาและการเรียน รู้ให้เป็นแนวทางเลือกสำหรับผู้เรียนในหลายรูปแบบ      โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีความสามารถในการเสาะแสวงหาความรู้ รู้จักตัดสินใจและเลือกที่จะรับเอาความรู้ที่เป็นประโยชน์ และในขณะเดียวกันจะต้องปลูกจิตสำนึกให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ  คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ( แนวทางจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. 2553 : 4 - 6)
        พิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวไทย ที่เป็นความเชื่อ สืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ ซึ่งเป็นกุศโลบายให้คนมีน้ำจิตน้ำใจอันใสบริสุทธิ์แสดงมุทิตาจิตต่อกัน เพื่อรวมจิตรวมใจให้แก่ผู้ที่จะ สู่ขวัญอันเป็นที่รัก เคารพ นับถือ ศรัทธาและบูชาสูงสุด การศึกษาวัฒนธรรมบายศรีสู่ขวัญจึงเป็นแนวทางแนวทางหนึ่งในการแสวงหาความรู้ที่ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ในการแสวงหาความรู้ พัฒนาการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ อีกทั้งยังฝึกให้เป็นการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง

จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
       1.เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา และพิธีการของประเพณีบายศรีสู่ขวัญ
       2.เพื่อเผยแพร่ความรู้ และสืบต่อวัฒนธรรมประเพณีบายศรีสู่ขวัญ


ขอบเขตของการศึกษาค้นค้า
        1.ศึกษาประวัติความเป็นมา และพิธีการของประเพณีบายศรีสู่ขวัญ
       2.เผยแพร่ความรู้ และสืบต่อวัฒนธรรมประเพณีบายศรีสู่ขวัญ



นิยามศัพท์เฉพาะ
          บายศรี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงเป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น ๙ ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกนมีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบายศรี และมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี บายศรีมีหลายอย่าง เช่น บายศรีปากชาม บายศรีใหญ่
          ส่วนคำว่า"ขวัญ"นั้นเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่มีตัวตนคล้ายกับจิตหรือวิญญาณแฝง อยู่ในตัวคนและสัตว์ ในบางแห่งเรามักแปลว่า กำลังใจ ขวัญอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ขน หรือผม ที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอยส่วนสู่ขวัญหมายถึง การประกอบพิธีกรรม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542. บายศรี.)












บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ประวัติความเป็นมา
        พิธีบายศรีสู่ขวัญ บางครั้งก็เรียกว่า พิธีบายศรี, พิธีสู่ขวัญ, พิธีทำขวัญ, พิธีรับขวัญ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทย และคนลาว ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งนามธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า ขวัญซึ่งมีหน้าที่รักษาประคับประคองชีวิตและติดตามเจ้าของไปทุกหนแห่ง การทำพิธีสู่ขวัญจึงเป็นการเชิญขวัญที่หนีหายไปให้เข้ามาอยู่กับตัว และเชื่อว่าเป็นการส่งเสริมพลังใจให้เข้มแข็ง มีสติและไม่ประมาท  บายศรีนั้นมีข้อสันนิษฐานว่าได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากคติความเชื่อของพราหมณ์พิจารณาจากการนำใบตองมาประดิษฐ์บายศรี เนื่องด้วยใบตองนั้นเป็นของสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีมลทินของอาหารเก่าให้แปดเปื้อน และอีกประการหนึ่งก็คือ รูปร่างลักษณะของบายศรีที่ได้จำลองเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่สถิตของพระอิศวร ตลอดจนเครื่องสังเวยก็มีความเชื่อมาจากคติพราหมณ์เช่น ไข่ แตงกวา มะพร้าว รวมถึงพิธีการ เช่น การเวียนเทียน การเจิม และพิธีการต่าง ๆ เหล่านี้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีทั้งสิ้น ( www.wikipedia.com .พิธีบายศรีสู่ขวัญ. )
ประเภทของบายศรี
ในภาคเหนือจะเรียกบายศรีว่า "ใบสี", "ใบสรี" หรือ "ใบสีนมแมว" และจะเรียกพานบายศรีว่า ขันใบสี เพราะชาวล้านนาจะเรียกพานว่า ขัน แล้วเรียกขันว่า สลุง บายศรีแยกเป็น 4 ประเภท คือบายศรีหลวง, บายศรีนมแมว, บายศรีปากชาม, บายศรีกล้วย
ส่วนในภาคอีสานจะเรียกบายศรีว่า "พาบายศรี", "พาขวัญ" หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า "ขันบายศรี" ในภาคอีสานจะแยกบายศรีออกเป็น 3 ประเภท คือ พาขวัญ, พาบายศรี, หมากเบ็ง
 ในส่วนภาคอีสานที่มีเชื้อสายของเขมรจะมีการเรียกบายศรีว่า "บายแสร็ย" ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ บายเสร็จเดิม (บายศรีต้น) , บายเสร็จเถียะ (บายศรีถาด), บายแสร็ตจาน (บายศรีปากชาม) (www.wikipedia.com .พิธีบายศรีสู่ขวัญ.)
สาเหตุการสู่ขวัญ
สาเหตุที่มีการสู่ขวัญ ปกติมีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ เพราะปรารภในเหตุที่ดีอย่างหนึ่ง และปรารภในเหตุไม่ดีอย่างหนึ่ง การสู่ขวัญเนื่องในเหตุที่ดี ก็ได้แก่ การทำเนื่องในการได้รับโชคลาภ หรือสิ่งที่พึงพอใจ เช่น ไปค้าขายได้เงินทองมามาก ได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ แต่งงานใหม่
ขึ้นบ้านใหม่ เจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่เคารพไปมาหาสู่ จากบ้านไปนานแล้วมาเยี่ยมบ้าน ได้ลาภพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น 
ส่วนการสู่ขวัญเหตุในทางไม่ดี จัดการสู่ขวัญเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้หายเสนียดจัญไรต่างๆ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย หรือหายจากป่วย ได้รับความตกใจหรืออกสั่นขวัญหายจากเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เคราะห์ร้ายเสียทรัพย์สินเงินทองเกิดถ้อยร้อยความ สัตว์หรือสิ่งของหายแล้วได้คืนมา เป็นต้น ก็ทำการสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญ หรือเชิญขวัญมา เพื่อให้ขวัญผู้นั้นมาอยู่กับเนื้อกับตัวจะได้ทำจิตใจของผู้นั้นมีความสุขสบายหรือหายจากเคราะห์เข็ญต่างๆ (มาลัย  นิลพงษ์. สารน่ารู้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญรับนักศึกษาใหม่ สถาบัน ราชภัฏธนบุรี. หน้า 5.  พิกุล จัน. 5, 10 กรกฎาคม 2543.)
พิธีการและอุปกรณ์
        พาขวัญหรือพานบายศรี          คำว่า "บายศรี" นี้น่าจะมาจากภาษาเขมร คือคำว่า บาย + ศรีข้าว (สุก) ที่เป็นมงคลข้าวนี้จะ เป็นส่วนประกอบของการจัดพานบายศรี จะขาดไม่ได้ การจัดพาขวัญนี้ ปกติต้องจัดด้วยพาน ทองเหลืองและมีสัมฤทธิ์ (ขันลงหิน) หลาย ๆใบ ซ้อนกัน มีใบตอง ดอกไม้สด ด้ายสำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) ปัจจุบันเริ่มมีการนำเอากระดาษสีต่างๆ แต่ก็ผิดธรรมเนียมของท้องถิ่นไป
         พาขวัญอาจจัดเป็นชั้นๆ จะเป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น แล้วแต่ความสามารถ แต่คนเก่าคนแก่ของเมืองอุบล ฯ กล่าวว่าพาขวัญ ๓ ชั้น ๕ ชั้น เป็นของบุคคลธรรมดา ส่วน ๗ ชั้น และ ๙ ชั้นนิยมจัดเฉพาะสำหรับเชื้อพระวงศ์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชั้นล่างของพาขวัญจะเป็นพานมีบายศรี (ทำด้วยใบตอง) ดอกไม้ ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีดด้ามแก้ว ชั้น ๒, , ๔ จะได้รับการตกแต่งด้วยใบศรี และ ดอกไม้ซึ่ง มักจะเป็นดอกฝาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูณ ใบยอป่า อย่างสวยงาม ส่วนชั้นที ๕ จะมีใบศรี และด้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัว (ทำด้วยขี้ผึ้ง) ของเจ้าของขวัญ นอกจากพาขวัญแล้วจะมีเครื่องบูชาและอื่นๆ เช่น ขันบูชา มีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า ๑ ผืน แพร ๑ วา หวี กระจกเงา น้ำอบ น้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ

       ด้ายสำหรับผูกข้อมือ (ด้ายผูกแขน) นั้นต้องเป็นด้ายดิบนำมาจับเป็นวงยาวพอที่จะพันรอบข้อมือได้ โบราณถือว่า คนธรรมดา วงละ ๓ เส้นผู้ดีมีศักดิ์ตระกูล ๕ เส้น (อาชญา ๕ ขี้ข้า ๓)เมื่อวงแล้วให้เด็ดหรือดึงให้ขาด เป็นเส้นๆห้ามใช้มีดตัดจะใช้มีดตัดได้เฉพาะด้ายที่มัดศพเท่านั้น ถ้าเป็นพาขวัญงานแต่ง คนจะเริ่มจัดพาขวัญต้อง เป็นคนบริสุทธิ์ (ปลอด) คือเป็นคนดีผัวเดียวเมียเดียว ถ้าจัดไม่เป็นเพียงมาจับพอเป็นพิธีแล้วให้คนอื่นๆจัดต่อ ไปจนเสร็จต้องจัดทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง พาขวัญฝ่ายชายจะให้หญิงบริสุทธิ์ (เด็กหญิงยังไม่มีประจำเดือน) หาบด้วยไม้ม้วนผ้าทอหูกเพราะถือเคล็ดเอาความสามัคคีรักใคร่ของผ้าและไม้ และการสูตรขวัญต้องสูตรเวลา ค่ำประมาณ ๓ - ๔ ทุ่มหลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จถือว่าเป็นเวลาหนูเข้ารู พาขวัญงานแต่ง จะต้องมีอาหารคาวหวานเป็นส่วน ประกอบอีกด้วย  พาขวัญแต่งเสร็จแล้วจะตั้งวางไว้ในที่อันเหมาะสมก่อนพอได้เวลาสูตรขวัญ คือจะทำพิธีจึงให้ยกไป ตั้งท่ามกลางญาติมิตรบนผ้าห่มหรือผ้าเช็ดตัวของเจ้าของขวัญ ข้างๆพาขวัญนอกจากจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังต้องมีแก้วน้ำเย็น แก้วใส่น้ำกระถินป่า และแก้วเหล้าสำหรับหมอสูตรขวัญจะได้ดื่มหรือพ่นหรือด้วยดอกไม้สลัดใส่พาขวัญซึ่งเรียกว่าฮดฟาย

การสวดหรือการสูตรขวัญ

          เจ้าภาพผู้จัดพิธีสู่ขวัญจะต้องจัดหาหมอนวดหรือสูตรขวัญซึ่งมักเรียกว่า "พราหมณ์" หรือ "พ่อพราหมณ์" ไว้ล่วงหน้า ปกตินี้พ่อพราหมณ์มักจะเป็นผู้ที่ทราบประเพณีสู่ขวัญเป็นที่นับถือของ ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น หมอสูตรขวัญสมัยก่อนๆ นุ่งห่มธรรมดาเพียงให้มีผ้าขาวหรือให้มีผ้าขาวม้าพาดบ่า ก็พอปัจจุบันนิยมนุ่งขาวห่มขาว นับว่าเป็นการพัฒนาให้เหมาะ สมกับสังคมสมัยใหม่

    ก่อนลงมือสวด เจ้าภาพต้องเตรียม "ด้ายผูกแขนพราหมณ์" ไว้เป็นด้ายผูกข้อมือธรรมดาเป็นแต่เพียง มัดธนบัตรเป็นค่าบูชาพราหมณ์จำนวนมากหรือน้อยแล้วแต่เจ้าภาพจะเห็นสมควรและเจ้าภาพจะเป็นคนผูกข้อมือพราหมณ์ด้วยด้ายผูกแขนพิเศษนี้

   พราหมณ์จะจัดให้เจ้าของขวัญนั่งให้หันหน้าไปในทิศทางต่างๆ ตามตำรา เจ้าของขวัญนั่งลงแล้วยกมือไหว้ พราหมณ์เสร็จแล้วใช้มือขวาจับพาขวัญตั้งจิตรอธิฐานขอให้เทวดาบันดาลให้เป็นไปดังหมอขวัญหรือพราหมณ์สูตร ญาติพี่น้องจะนั่งล้อมเป็นวงด้านหลังตั้งจิตรอธิฐานให้เจ้าของขวัญมีความสุขความเจริญ จงเกิดแก่เจ้าของขวัญแล้ว อ้อนวอนเทวดาเป็นภาษาบาลี  จบแล้วว่านโม ๓ จบแล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย ครั้นจบแล้วจะสู่ขวัญอะไรก็เลือกว่าเอาตามต้องการให้เหมาะกับงาน การสวดต้องให้เสียงชัดเจน สละสลวย ไพเราะฟังแล้วเกิดความดีใจ ศรัทธาอุตสาหะ ในการทำความดียิ่งขึ้นจึงจะเป็นสิริมงคลแก่เจ้าตัวถ้าป่วยไข้ ไข้จะหาย ถ้าได้ดีได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งก็จะรักษาความดีไว้ให้คงทนไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนลืมตัว

      การเชิญขวัญ ก่อนสูตรขวัญถ้ามีเวลาพอก็ให้ว่าคำเชิญขวัญเสียก่อนทุกครั้งการเชิญขวัญเป็นพิธีที่ดีอย่าง หนึ่งคือเราขอความสำเร็จความศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทวดา อินทร์ พรหม ผู้มีอิทธิฤทธิ์มาประสิทธิ์ประสาทพรให้จะได้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์เพราะผู้สวดและผู้ฟังไม่ใช่คนมีอิทธิฤทธิ์เมื่อเราขอท่านท่านก็คงเมตตาประทานให้ตามคำขอ คำเชิญขวัญ
การผูกแขนหรือข้อมือ

        เมื่อพราหมณ์สูตรขวัญจบแล้วญาติพี่น้องจะเอาข้าว ไข่ กล้วย ใส่มือเจ้าของขวัญมือซ้ายหรือมือขวา ก็ได้ให้พราหมณ์ผูกข้อมือให้ก่อนปกติจะผูกข้อมือซ้ายเพราะแขนซ้ายถือเป็นแขนขวัญ เป็นแขนที่อ่อนแอใช้งาน หนักไม่ได้ เป็นแขนที่น่ารักทะนุถนอม ในเวลาผูกข้อมือนั้นทุกคนยื่นมือขวาออกไปพยุง แขนของเจ้าของ ขวัญที่พราหมณ์กำลังทำพิธีผูกข้อมือให้ถ้าอยู่ห่างก็ยื่นมือจับแขนหรือแตะตัวกันต่อๆ มาเป็นเส้นสายเหมือน เชือกส่อแสดงถึงความสัมพันธ์ทางกายและใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วตั้งจิตอธิฐานขอให้เจ้าของขวัญมีความสุขความเจริญเมื่อผูกข้อมือเสร็จแล้วให้ผู้เป็นเจ้าของขวัญประนมมือไหว้ผู้ให้พร เป็นการรับเอาพร เมื่อพราหมณ์ผูกเสร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นโอกาสของญาติมิตรทั่วๆไปจะเข้ามาผูกข้อมือให้กับเจ้าของขวัญ
       
          ด้ายผูกแขน (ด้ายผูกข้อมือ) ถือเป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ควร รักษา ไว้อย่าพึ่งดึงทิ้ง ให้ล่วง ๓ วันเสียก่อนจึงดึงออกเวลาทิ้งอย่าทิ้ง ลงที่สกปรก เพราะด้ายผูกแขนเป็นของขาวของบริสุทธิ์ เป็นจุดรวมแห่งจิตใจบริสุทธิ์หลาย ดวงจึงควรรักษาไว้ให้ดี ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟังว่าด้ายผูกแขนที่เก็บรักษา ไว้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันอันตรายได้เช่น มีโจรมาปล้น อธิฐานขอให้จิต ทุกดวงช่วยก็ปลอดภัยจากอันตรายได้ ( สยามใต้. บายศรีสู่ขวัญ ศิลปวัฒนธรรมอีสาน. จาก  http: //th.siamsouth.com)

วันเวลาสู่ขวัญ
         การสู่ขวัญนี้ไม่นิยมทำเฉพาะในวันจมและวันเดือนดับ (ข้างแรม) นอกนั้นไม่ห้าม การสู่ขวัญมักทำในเวลากลางวัน แต่ตอนเย็นหรือกลางคืนก็เห็นมีการทำอยู่ จึงไม่สำคัญเรื่อง กลางวันกลางคืน แต่ให้เริ่มเวลาเป็นมงคลเท่านั้นก็พอ เวลาเป็นมงคลนั้นให้ดูในหมวดว่าด้วย ฤกษ์งามยามดี แล้วให้ถือปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด (สาร สาระทัศนานันท์, (2527))








บทที่ 3

วิธีดำเนินงาน

ขั้นตอนดำเนินงาน
      
         1.เสนอเรื่องที่จะศึกษา
        ในการศึกษาครั้งนี้ได้เสนอเรื่อง บายศรี ในหัวข้อศึกษา บายศรีสู่ขวัญ วัฒนธรรมแห่งวิถีชีวิต ต่อคุณครูที่ปรึกษา คุณครูศรีวัฒนา สมพงษ์
           2.ศึกษาค้นหาความรู้เกี่ยวกับพิธีบายศรีสู่ขวัญ
         ในการศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพิธีบายศรีสู่ขวัญโดยค้นข้อมูลมาจากแหล่งต่างๆได้แก่ หอสมุดโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล และห้องบริการอินเตอร์เน็ตโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
           3.เก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูล
           ในการศึกษาครั้งนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึกและ การพิมพ์  ถ่ายสำเนาโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์
           4.จัดกระทำกับข้อมูล
           หลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลแล้วก็นำมาจัดหมวดหมู่ความรู้  เพื่อให้สะดวกต่อการเรียบเรียง
            5.เรียบเรียงและนำเสนอ
          ในการเรียบเรียงนี้ได้เรียบเรียงข้อมูลที่ได้มาโดยจัดทำเป็นรูปเล่ม  และดำเนินการนำเสนอและสอบปากเปล่าต่อต่อคุณครูที่ปรึกษา คุณครูศรีวัฒนา  สมพงษ์

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา

              1.ให้ความรู้แก่ผู้ศึกษาค้นคว้า   และผู้อ่านในด้านขนบธรรมเนียม ประเพณี
              2.เผยแพร่วัฒนธรรมสู่เยาวชนรุ่นใหม่






บทที่ 4
ผลการศึกษาค้นคว้า
ความสำคัญ ของพิธีบายศรีสู่ขวัญ
       สาร สาระทัศนานันท์ , (2527) ได้ให้ความสำคัญของพิธีบายศรีสู่ขวัญไว้ว่า พิธีบายศรีสู่ขวัญ เป็นพิธีที่สำคัญของชาวอีสาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับขวัญและจิตใจ เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้น การดำเนินชีวิตของชาวอีสานแทบทุกอย่าง จึงมีการบายศรีสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ เป็นการเรียกร้องพลังทางจิต ช่วยให้มีพลังใจที่เข้มแข็ง สามารถฟันฝ่าภัยพิบัติต่างๆได้ การสู่ขวัญช่วยทำให้เกิดมงคล ทำให้ดำรงอยู่ด้วยความสุขราบรื่น มีโชคลาภมากขึ้น และอาจดลปรารถนาให้ผู้ที่เคราะห์ร้ายพ้นจากสรรพเคราะห์ทั้งปวงด้วยมูลเหตุแห่งการสู่ขวัญนี่เอง

ประเภทของการสู่ขวัญ
การสู่ขวัญของชาวอีสานเป็นพิธีกรรมที่กระทำสืบต่อกันมานาน แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะและโอกาสที่ใช้ดังนี้คือ
    1.การสู่ขวัญคน เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญหรือจิตใจ อันจะก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจดีขึ้น วิถีการดำเนินชีวิตของชาวร้อยเอ็ด มักจะมีการสู่ขวัญควบคู่กันเสมอ เพื่อเรียกร้อง หรือระดมพลังทางจิตใจ        
     2.การสู่ขวัญสัตว์ เป็นการระลึกถึงบุญคุณของสัตว์ ที่ช่วยมนุษย์ในการทำมาหากินรวมไปถึงการขอขมาที่ได้ด่าว่าเฆี่ยนตีในระหว่างการทำงาน
     3.การสู่ขวัญสิ่งของ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อถือที่ว่า สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ มีประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการสู่ขวัญให้กับสิ่งของเหล่านี้เพื่อเป็นการสำนึกในบุญคุณ ชาวบ้านเชื่อว่าการสู่ขวัญสิ่งของจะทำให้ผู้เป็นเจ้าของมีความสุขมีลาภเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของต่อไป (สาร สาระทัศนานันท์, (2527))


วันเวลาสู่ขวัญ
         การสู่ขวัญนี้ไม่นิยมทำเฉพาะในวันจมและวันเดือนดับ (ข้างแรม) นอกนั้นไม่ห้าม การสู่ขวัญมักทำในเวลากลางวัน แต่ตอนเย็นหรือกลางคืนก็เห็นมีการทำอยู่ จึงไม่สำคัญเรื่อง กลางวันกลางคืน แต่ให้เริ่มเวลาเป็นมงคลเท่านั้นก็พอ เวลาเป็นมงคลนั้นให้ดูในหมวดว่าด้วย ฤกษ์งามยามดี แล้วให้ถือปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด (สาร สาระทัศนานันท์, (2527))

โอกาสสู่ขวัญ

บายศรีมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวไทยตั้งแต่เกิด งานพิธีที่นิยมจัดทำบายศรีขึ้นบูชา ได้แก่
          1. ในงานพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น การบวงสรวงเทพ เทวดา และดวงพระวิญญาณของบุรพมหากษัตริย์ การเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต พระราชพิธีสมโภชต่าง ๆ
          2. การทำขวัญต่าง ๆ เช่น ขวัญเดือน การตัดจุก โกนจุก การบวช การแต่งงาน การรับขวัญ ส่งขวัญ การทำขวัญเรือน การทำขวัญช้าง การทำขวัญนา การทำขวัญข้าว ฯลฯ
          3. การสังเวยพระภูมิเจ้าที่
          4. การยกเสาเอก
          5. การไหว้ครูต่าง ๆ เช่น ครูละคร ครูดนตรี ครูฟ้อนรำ ฯลฯ
          6. การบวงสรวงสังเวยเทวดาอารักษ์ในกรณีต่าง ๆ เช่น การแก้บน
          7. การฉลองพระพุทธรูปต่าง ๆ
          8. การสมโภชกรุง
          นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในพิธีต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในโอกาสพิเศษ เช่น ฉลองสิ่งต่าง ๆ ที่ได้มาใหม่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ต้องทำพิธีรับให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ซึ่งในสมัยปัจจุบันได้มีการประยุกต์ทั้งรูปแบบ และการตกแต่งด้วยดอกไม้นานาชนิด ทำให้รูปแบบบายศรีมีความงดงาม อ่อนหวานมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึง ความเจริญด้านศิลปวัฒนธรรมของประชาชนคนไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของจิตใจผู้คนในสมัยนั้น ๆ ซึ่งสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะที่มองเห็นกันอยู่โดยทั่วไป (สาร สาระทัศนานันท์ , (2527))


























บทที่ 5
สรุปผล  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
สรุปผล
     จะเห็นได้ว่าพิธีสู่ขวัญนี้เป็นประเภท ขนบประเพณี คือประเพณีชาวอีสานได้เคยตั้งหรือร่างเป็นระเบียบแบบ แผนขึ้นไว้เป็นธรรมดาของประเพณีที่อาจมีส่วนปลีกย่อย แปลก แตกต่างกันออกไปบ้างในลักษณะของการพัฒนาเป็นลักษณะของความเจริญให้เหมาะสมกับกาลสมัยแต่ส่วนสำคัญ อันเป็นมูลฐานของประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่และเป็นหน้าที่ของพวกรุ่นต่อไปจะเป็นผู้รับช่วงระวังรักษาไว้ให้มรดก อันสำคัญนี้ยั่งยืนสืบไป เพื่อแสดงความเก่าแก่ของชาติบ้านเมืองเรา
        สรุป   พิธีบายศรีสู่ขวัญบางทีเรียกว่า "พิธีบายศรี" หรือ "บายศรีสู่ขวัญ"   เป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสาน ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันนี้ คนท้อสานเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมเพิ่มพลังใจให้เข้มแข็ง เมื่อมีขวัญที่มั่นคงพลังใจที่เข้มแข็งดีแล้ว ย่อมส่งผลให้การประกอบภารกิจหน้าที่นั้น ๆ บรรลุผลสำเร็จได้ตามความมุ่งหมาย

อภิปรายผล
         การทำบายศรีสู่ขวัญเป็นประเพณีโบราณที่บรรพบุรุษได้เคยปฏิบัติกันสืบๆ มาถือกันว่าเป็น
สิริมงคลอันดีแก่การเป็นอยู่ ของการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่การทำบายศรีสู่ขวัญนั้นต้องอาศัยนักปราชญ์ผู้ฉลาดในวิธีการทำจึงจะเป็นสิริมงคลได้ ถ้าทำไปสักว่าทำ ไม่มีพิธีการก็จะมีผลน้อยเพราะการกระทำ ทั้งนี้เกี่ยวกับจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ถ้าผู้ทำเป็นผู้ฉลาดในพิธีการตั้งใจทำจริง ๆ อย่างนี้ จึงได้รับประโยชน์ในการกระทำนั้น โบราณถือว่า บายศรีครู ถ้าใครไม่ได้ครอบ (อนุญาต) ห้ามทำบายศรีอัปรีย์จะกิน ทำให้คนทั้งหลายกลัวไม่กล้าฝึกทำตามลำพังหรือตามอย่างครู โดยครูไม่บอกอนุญาตให้เรียน ทั้งนี้คงมีจุดมุ่งหมายที่แฝงอยู่คือ ให้เรียนหรือฝึกหัดทำด้วยความตั้งใจอย่างดี เพื่อให้ได้สวยงามทำให้ได้ดีที่มีครูสอน เพราะบายศรีเป็นของสูง อีกประการหนึ่งเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีให้เกิดขึ้นแก่ลูกหลานให้รู้จักเคารพครูอาจารย์ มีกตัญญู ไม่ลบหลู่คุณครูอาจารย์ จะเรียนอะไรต้องได้ชื่อว่าเป็นศิษย์มีครู จึงจะเกิดความมั่นใจและจะทำได้ดี

ข้อเสนอแนะ
1.       ในการประกอบพิธีกรรมทุกครั้งควรมีจิตใจที่สงบ ศรัทราและตั้งมั่น
2.       ควรมีการสืบทอดและเผยแผ่ประเพณีบายศรีสู่ขวัญนี้ให้ไปสู่สายตาชาวโลก
บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ.แนวทางจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน                                                                                                 พุทธศักราช 2551 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
         จำกัด , 2553.
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 . บายศรี . กรุงเทพฯ : บริษัทนาน            
         มีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ จำกัด  , 2546.   ครั้งที่ 1 , 1 200,000 เล่ม .ในวโรกาสที่ 
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 6 รอบ.
มาลัย  นิลพงษ์. สารน่ารู้ ในพิธีบายศรีสู่ขวัญรับนักศึกษาใหม่ สถาบัน
         ราชภัฏธนบุรี. หน้า 5.  พิกุล จัน. 5, 10 กรกฎาคม 2543.
วิกิพีเดีย. พิธีบายศรีสู่ขวัญ. ( ออนไลน์ )
          ค้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2554  จาก  http : //th.wikipedia.org
สยามใต้. บายศรีสู่ขวัญ ศิลปวัฒนธรรมอีสาน. ( ออนไลน์ )
           ค้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2554  จาก  http : //th.siamsouth.com
ภาพบายศรีสู่ขวัญ  จาก  ภาพประกอบการศึกษา . บายศรี .  จัดจำหน่ายโดย
          บริษัท อินทราโปสเตอร์. 120/189-191 ถนนราชปรารภ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

                                  เพลงบายศรีสู่ขวัญ  

 
มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย หมู่ชาวเมืองมา เบื้องขวานั่งส่ายร่าย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว
ยอพาขวัญไม้จันทน์เพริดแพร้ว ขวัญมาแล้ว มาสู่คิงกลม
เกศแก้วหอมลอยลม ทัดเอื้อง ชวนชม เก็บเอาไว้บูชา ยามฝนพรำเจ้าอย่าแข่ง แดดร้อนแรงเจ้าอย่าฝ่า อยู่ที่ไหนจงมา รัดด้ายชยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา
อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
อยู่แดนดินใด หรือฟ้าฟากไกล ขอให้มาเฮือนเฮา เผื่อยังคิดอาลัยชู้เก่า ขออย่าเว้า ขวัญเจ้าจะตรม หมอกน้ำค้างพร่างพรม ขวัญอย่าเพลินชม ป่าเขาลำเนาไพร เชิญไล้ทาประทินกลิ่นหอม ดมพะยอมให้ชื่นใจ เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ ร้อยพวงมาลัย จะคล้องให้สวยรวย




                                          
                                                                                                                            .
สามารถรับชมวีดิโอไดที่  http: //th.youtube.com                        

คุณธรรมนำความรู้

กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำนโยบายและกำหนดแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความรู้ มุ่งมั่นที่จะขยายโอกาสทางการศึกษาของประชาชนให้กว้างขวางและทั่วถึง โดยคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ เสริมสร้างความตระหนักสำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา

กลุ่มเป้าหมายแรกที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ คือ นักเรียน นิสิต นักศึกษาในสถานศึกษา ประมาณ 15 ล้านคน ซึ่งถ้าทำได้ดีกับเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาก็จะขยายผลไปสู่สังคมในวงกว้างผ่านตัวนักเรียน นักศึกษาด้วย นอกจากนี้ ยังมีประชาชนที่อยู่ในการศึกษานอกระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่านกระบวนการศึกษาของการศึกษาตามอัธยาศัย

แนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างเสริมคุณธรรมในระบบการศึกษาไทย จะใช้ระบบเครือข่ายโดยยึดโรงเรียนเป็นพื้นฐาน หน่วยสำคัญที่สุดที่จะก่อให้เกิดผล คือสถานศึกษา เครือข่ายระดับต้น คือสถานศึกษาต้องเชื่อมโยงกับครอบครัว วัด หรือสถาบันทางศาสนา รวมถึงในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะมีเครือข่ายเสริมสร้างคุณธรรมในระบบการศึกษาผ่านคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

กลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการสร้างวัฒนธรรมสถานศึกษา หรือวัฒนธรรมองค์กรใหม่ โดยนำคุณธรรมสำคัญๆ เข้าไปเป็นวิถีชีวิตของคนในสถานศึกษา หรือองค์กรนั้น และต้องดำเนินการอย่างครบวงจร เช่น การยึดหลักของคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ได้แก่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ และให้การศึกษาอบรม เพื่อให้ยึดเอาเรื่องเหล่านี้เป็นการประพฤติปฏิบัติตนในช่วงที่เด็ก และเยาวชนอยู่ในสถานศึกษา ครูและผู้บริหารก็ต้องปฏิบัติเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย จากนั้นติดตามดูว่าผลที่เกิดเชิงพฤติกรรมเป็นอย่างไร

การศึกษา จะเป็นปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนให้เป็นไปในแนวทางที่พึงปรารถนา เรื่อง "คุณธรรม" ไม่ได้วัดกันที่มีความรู้คุณธรรมมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องวัดกันที่พฤติกรรมที่แสดงออกมา ที่เป็นส่วนหนึ่งของการยึดติดเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวตนของคนมากน้อยแค่ไหน และสิ่งนี้ไปกำกับให้มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมีคุณธรรมมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่วิธีการ

การที่เด็กและเยาวชนได้ซึมซับ หรือเกิดความตระหนักในคุณธรรมนำความรู้ "สื่อมวลชน" จึงมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะเข้ามาร่วมกันพัฒนาการศึกษาและปลูกฝังคุณธรรม โดยการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร เกี่ยวกับคุณงามความดีของบุคคลในด้านต่างๆ ของสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นตัวอย่าง หรือแบบอย่างที่ดี "รายการคุณพระช่วย" จึงเป็นช่องทางหนึ่ง เพื่อสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมคุณธรรมนำความรู้

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนของสังคมให้การขับเคลื่อนสังคมไทยได้เป็นสังคมของคำว่า "คุณธรรมนำความรู้" อันจะส่งผลให้เด็กและเยาวชนของชาติเติบโตขึ้นมาบนฐานของคุณธรรมได้อย่างแท้จริง ประเทศชาติเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนตลอดไป